งูสวัด เรื่องใหญ่ที่ต้องรู้

โรคงูสวัด เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อ Varicella zoster virus หรือเรียกง่าย ๆ ว่า VZV เป็นโรคที่สามารถพบได้ในประเทศไทย โดยเชื้อโรคชนิดนี้จะก่อให้เกิดโรค 2 โรคคือ โรคอีสุกอีใส และโรคงูสวัด วันนี้เรามีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคงูสวัดมาฝาก ไปดูกันค่ะ
โดยทั่วไป หลังจากที่เราเป็นโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัส VZV จะซ่อนตัวอยู่ตามประสาทใต้ผิวหนัง และการแฝงตัวอยู่นี้ อาจจะไม่มีอาการใดๆ เลย เป็นเวลายาวนานจนถึง 10 ปี จนกว่าร่างกายจะเริ่มอ่อนแอ มีภูมิคุ้มกันต่ำ สิ่งที่ทำให้เกิดโรค เช่น การนอนไม่พอ อายุที่มากขึ้น ภาวะความเครียด และการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยบั่นทอนภูมิคุ้มกันของร่างกาย และทำให้ร่างกายอ่อนแอ เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย อีกทั้งเชื้อที่แฝงตัวอยู่ตามประสาท ก็จะเกิดการแบ่งตัว และเพิ่มจำนวนกระจายอยู่ตามปมประสาท ทำให้เส้นประสาทเกิดการอักเสบ เกิดการบวมและเป็นตุ่มใส เรียงเป็นแนวตามเส้นประสาท ก่อให้เกิดความเจ็บปวดแก่ผู้ป่วยเป็นอย่างมาก

โรคงูสวัดจะเป็นในช่วงที่ร่างกายอ่อนเพลีย
ดังที่กล่าวไว้ในข้างต้นแล้วว่า เริ่มแรกนั้นเมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัส VZV เข้าสู่ร่างกายนั้นจะทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสก่อน หลังจากนั้นเมื่อรักษาหายแล้วเชื้อไวรัสจะคงอยู่ในร่างกายอีกเป็นเวลาหลายปี โดยการหลบซ่อนตัวอยู่ตามปมประสาทของร่างกาย แล้วจะเกิดการแบ่งตัวโดยการกำเริบในครั้งที่สองนี้ เราเรียกว่างูสวัด เมื่อร่างกายอยู่ในสภาวะอ่อนแอ หรือ อดหลับอดนอน เป็นผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง ดังนั้นวิธีการป้องกันการกำเริบของงูสวัดที่ดีที่สุดก็คือ การรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และการผ่อนคลายความเครียด เพื่อส่งเสริมให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง เมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง การแบ่งตัวของเชื้อไวรัสก็ไม่สามารถแบ่งตัวได้ โรคงูสวัดจึงแสดงอาการไม่ได้

อาการของโรคงูสวัด
ในตอนแรกของการรับเชื้อไวรัสชนิดนี้เข้ามาในร่างกาย มักจะมีอาการไข้ ตัวร้อนก่อนประมาณ

2 – 3 วัน แล้วจึงเริ่มมีตุ่มน้ำใส ๆ รูปร่างของตุ่มนั้นจะใสเหมือนกับหยดน้ำ ขึ้นกระจายอยู่ทั่วตัว และขึ้นเป็นรุ่น ๆ เป็นระลอก ซึ่งตุ่มเหล่านี้จะมีทั้ง ตุ่มสุก ตุ่มใส กระจายอยู่ทั่วร่างกาย โดยชาวบ้านจะเรียกติดปากว่าเป็นโรคอีสุก อีใส ตามลักษณะอาการของโรคที่มีตุ่มน้ำกระจายเต็มอยู่ทั่วตัว แต่ในปัจจุบันบางคนมีความเห็นว่า คำว่า “อี” เป็นคำไม่สุภาพ จึงได้เปลี่ยนชื่อโรคเหลือแค่ “โรคสุกใส”

เนื่องจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัส VZV เข้าสู่ร่างกายในครั้งแรกทำให้เกิดโรคอีสุก อีใส ซึ่งจะพบบ่อยในเด็ก และเป็นโรคที่สามารถหายเองได้ ภายในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ เมื่อหายจากโรคนี้แล้ว เชื้อไวรัส VZV ก็ยังหลบซ่อนอยู่ในปมประสาทของร่างกายได้เป็นระยะเวลานาน โดยไม่แสดงอาการใด ๆ ทั้งสิ้น โดยอาการของโรคจะแสดงผลก็ต่อเมื่อร่างกายอยู่ในภาวะที่อ่อนแอ ภูมิคุ้มกันลดลง หรือเกิดจากการใช้ร่างกายมากเกินไป เช่น การอดหลับอดนอน ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส และโดยส่วนใหญ่แล้วอาจจะใช้เวลานานถึง 10 ปี หลังจากที่เริ่มเป็นโรคอีสุก อีใสแล้ว และที่พบบ่อยและมาก ได้แก่ผู้สูงอายุ เพราะอายุที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่อง เอื้อต่อการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส
ในช่วงเวลาที่ร่างกายอ่อนเพลีย จะเกิดการแบ่งตัวของไวรัส VZV ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทในร่างกาย และยังเป็นเชื้อไวรัสตัวเดียวกันที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส เพียงแต่ครั้งแรกทำให้เกิดโรคอีสุก อีใส แต่หากกำเริบในครั้งที่สองนั้น เรียกว่า โรคงูสวัด การใช้ยารักษาก็เป็นรูปแบบเดียวกันกับการรักษาโรคอีสุก อีใส

เป็นงูสวัดพันรอบเอว จะตายไหม?
เป็นความเชื่ออย่างหนึ่งที่ถูกบอกเล่ากันมาหลายยุค แต่ความจริงแล้ว เนื่องจากโรคของงูสวัดจะเป็นตุ่มน้ำใสเต่ง ๆ เรียงตัวกันเป็นแนวยาวเต็มเส้นประสาท เพียงซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายเท่านั้น เนื่องจากยังไม่เคยพบว่ามีผู้ป่วยเคยเป็นงูสวัดทั้งสองด้านของร่างกายมาก่อน แต่โดยปกติจะเกิดจากการที่ผู้ป่วยอ่อนแอมาก ๆ หรือมีภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ เมื่ออาการของงูสวัดกำเริบ จะเกิดการลุกลามได้มากกว่าปกติ และเป็นสาเหตุที่ทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิต

แต่โดยปกติแล้วผู้ป่วยที่เป็นงูสวัดจะสามารถหายเองได้ เพราะว่าระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะเริ่มทำงาน เมื่อมีเชื้อโรคเข้าสู่ระบบของร่างกาย ก็จะเริ่มทำการกำจัดเชื้อไวรัสทิ้ง จึงไม่มีข้อมูลใด ๆ ที่เคยพบว่ามีผู้เป็นงูสวัดทั้งสองด้านของร่างกาย หรืองูสวัดพันรอบเอว ดังนั้นความเชื่อที่บอกว่าถ้าเป็นงูสวัดพันรอบเอวแล้วตาย จึงไม่เป็นความจริง เป็นเพียงแต่ความเชื่อ
ขอบคุณข้อมูลจาก : honestdocs.co

Sharing is caring!

bedava bahis