5 โรคช่องท้องที่ห้ามมองข้าม!

โรคในช่องท้องเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับทางระบบทางเดินอาหารโดยส่วนใหญ่ เช่นลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี ตับ ไต เป็นต้น ซึ่งอวัยวะเหล่านี้เป็นอวัยวะสำคัญหากเกิดความผิดปกติจะทำให้ระบบทางเดินอาหาร หรือระบบการขับถ่ายเป็นปัญหา หากรู้ตัวว่ากำลังมีอาการของโรคต่างๆ เหล่านี้คุณควรรีบไปรักษาด่วน!!

 

 

1.นิ่วในถุงน้ำดี

“นิ่ว”ที่เกิดใน “ถุงน้ำดี” เกิดจากการที่คลอเลสเตอรอล และบิลิรูบิน (สารให้สีในน้ำดี) ตกตะกอนผลึกเป็นก้อนมีขนาดเท่าเม็ดทรายหรืออาจจะใหญ่กว่านั้น และยังสามารถตกตะกอนได้หลายๆ ก้อน คนที่มีนิ่วในถุงน้ำดีมักจะปวดท้องรุนแรง บางทีอาจร้าวไปถึงหลังก็ได้ มีอาการท้องอืด แน่นท้องเหมือนอาหารไม่ย่อย แต่มักจะเป็นหลังจากที่กินอาหารมันๆ บางคนอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม และอาจมีไข้เพราะการอักเสบของถุงน้ำดี การรักษานิ่วในถุงน้ำดีอาจรักษาด้วยการทานยา แต่การรักษาที่ได้ผลดีที่สุดคือ การผ่าตัดเอานิ่วออกมาจากถุงน้ำดี

2.ภาวะใส้เลื่อน
เป็นภาวะที่ไส้เลื่อนตัวออกมาจากตำแหน่งปกติ เราจะสังเกตอาการไส้เลื่อนได้จากก้อนตุงๆ ที่อยู่บริเวณท้องช่วงล่าง หรือขาหนีบ อย่างไรก็ตามบริเวณที่ไส้เลื่อนเกิดขึ้นที่ตำแหน่งอื่นก็ได้ทั้งบริเวณสะดือ กระบังลม เหนือสะดือ ต่ำกว่าขาหนีบ กล้ามเนื้อหน้าท้อง ในช่องเชิงกราน เป็นต้น โดยอาการของไส้เลื่อนนั้นสังเกตได้จากก้อนนุ่มๆ ที่นูนออกมาจากผิวหนัง และจะเห็นได้ชัดมากเมื่อเรา ไอ จาม เบ่งถ่าย หรือยกของหนัก และไส้เลื่อนบางชนิดอาจเป็นไส้เลื่อนชนิดที่ติดคาไม่สามารถดันตัวกลับไปยังบริเวณเดิม แต่ติดคาอยู่บริเวณใดบริเวณหนึ่งนานๆ ผิวหนังนูนออกมาตลอดเวลา อาจทำให้ลำไส้อุดตัน ปวดท้องและอาเจียนรุนแรง หากปล่อยไว้นานๆ ไส้จะขาดเลือดและทำให้ลำไส้เน่าได้ ดังนั้น หากเราสังเกตตัวเองดีแล้วว่าอาการนี้แหละน่าจะเป็นไส้เลื่อน เราควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการผ่าตัดรักษา

3.ไส้ติ่งอักเสบ
ไส้ติ่งเป็นส่วนหนึ่งของลำไส้ใหญ่ ทำหน้าที่สร้างเชื้อจุลินทรีย์ที่ช่วยในการย่อยอาหาร และกระตุ้นระบบย่อยอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่เมื่อไส้ติ่งติดเชื้อหรือมีการอุดตันของไส้ติ่งจากอุจจาระแข็ง หรือมีสิ่งแปลกปลอมอย่างก้อนเนื้องอกเข้าไปอุดตัน จะทำให้ไส้ติ่งเกิดการอักเสบได้ เมื่อไส้ติ่งอักเสบจะมีอาการปวดท้องแต่บอกไม่ได้ว่าปวดตรงไหน ปวดไปเรื่อยๆ นานมากกว่า 6 ชั่วโมง อาการปวดจะย้ายลงไปอยู่ที่ท้องด้านขวาล่าง จะปวดเสียดตลอดเวลา มีไข้ต่ำๆ คลื่นไส้ อาเจียน บางครั้งปวดถึงขนาดไม่สามารถเดินได้ ปวดจนตัวงอ ถ้าหากปล่อยไว้ไม่รีบไปพบหมอเพื่อทำการผ่าตัดออก ไส้ติ่งอาจติดเชื้อ เน่าและแตก อาจทำให้เสียชีวิตได้

4.แผลในกระเพาะอาหาร
เราอาจจะไม่คุ้นชินกับคำว่า “แผลในกระเพาะอาหาร” สักเท่าไหร่นัก แต่รู้หรือไม่ว่าแผลในกระเพาะอาหาร สาเหตุมาจากการกินแบคทีเรียจากอาหารที่ไม่สะอาด ดื่มน้ำที่ปนเปื้อนแบคทีเรีย และอาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้ เช่นผลข้างเคียงของยาต้านการอักเสบในกลุ่มยาแก้ปวด เช่นแอสไพริน เซเลโคซิบ ฯลฯ รวมถึงความเครียดที่ทำให้กระเพาะอาหารสร้างกรดมากจนเกิดเป็นแผลในกระเพาะ บุหรี่และแอลกอฮอล์ก็มีส่วนด้วยเช่นกัน เมื่อมีแผลในกระเพาะเราจะรู้สึกปวดท้องบริเวณยอดอกหรือใต้ลิ้นปี่ บางครั้งอาจคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร แม้ว่าการรักษาแผลในกระเพาะอาหารอาจทำได้ด้วยการทานยาลดกรด ยาปฏิชีวนะเมื่อติดเชื้อจากแบคทีเรียแต่อย่างไรก็ตามแผลในกระเพาะมีขนาดใหญ่มาก หรือแผลไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา หรือหากกระเพาะอาหารทะลุ ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับการรักษาด้วยการผ่าตัดแทน

5.มะเร็งลำไส้ใหญ่
มะเร็งลำไส้แม้ว่าอาการในช่วงแรกที่เกิดจะยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าเราเป็นมะเร็งลำไส้หรือเปล่านะ แต่เมื่อเป็นสักระยะหนึ่งอาการจะเริ่มแสดงให้เราเห็นจากการขับถ่าย ถ้าเรารู้สึกว่าบางครั้งมีเลือดปนมากับอุจจาระ ท้องเสียสลับกับท้องผูก ถ่ายเป็นมูก ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการเหล่านี้ เพราะหากเรารู้อาการก่อนจะช่วยให้รักษาได้เร็ว มะเร็งไม่ลุกลามไปยังส่วนอื่น ซึ่งการรักษาโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่สามารถทำได้ด้วยการใช้ยาเคมีบำบัด การฉายแสง หรือการผ่าตัดเพื่อนำมะเร็งและชิ้นเนื้อส่วนต่างๆ ที่คาดว่ามะเร็งจะแพร่กระจายมาถึงออกไป เพื่อการรักษาที่ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : paolohospital.com

Sharing is caring!

bedava bahis